
8 พ.ค.
เชิญประกวดบทความ”รักแม่รักษ์เจ้าพระยา”

ประกวดบทความ หัวข้อ “รักแม่รักษ์เจ้าพระยา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ
ราชนาวิกสภา และชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพเรือ เชิญชวนผู้สนใจ เข้าร่วมประกวดการเขียนบทความ หัวข้อ รักแม่ – รักษ์เจ้าพระยาเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท
รูปแบบบทความ
- ความยาวบทความไม่น้อยกว่า 8 หน้า และไม่เกิน 10 หน้า
- มีบทคัดย่อภาษาไทย 1 หน้า
- มีการจัดทำสารบัญ บรรณานุกรม และอ้างอิง (แบบนามปี)
- พิมพ์ในกระดาษ A 4 ด้วยตัวอักษร Angsana new ขนาด 16 พอยท์ หน้าละประมาณ 24 บรรทัด
ลักษณะการส่งบทความ
- รูปเล่ม 1 เล่ม
- แผ่นซีดี เนื้อหาพร้อมภาพประกอบบทความ 1 แผ่น
- ระหว่างวันที่ 1 – 20 มิถุนายน 2555
- ประกาศผลวันที่ 12 สิงหาคม 2555 ทางเว็บไซต์ www.rtni.org และแจ้งผลการประกวดไปยังผู้รับรางวัลโดยตรง
รางวัลการประกวด
- รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล เงินรางวัล 36,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ
- รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ๆ ละ 8,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ
เงื่อนไขพิเศษ
- บทความที่ได้รับรางวัลจะเป็นลิขสิทธิ์ของราชนาวิกสภา และจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารนาวิศาสตร์
- การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
คุณสมบัติ
ข้าราชการกองทัพเรือ และบุคคลทั่วไป
พิธีมอบรางวัล ในวันที่ 20 สิงหาคม 2555
การสมัครเข้าร่วมโครงการ
- ผู้สนใจสามารถขอรับแบบฟอร์มใบสมัคร และส่งบทความได้ที่ editor@rtni.org หรือทางไปรษณีย์ได้ที่ กองบรรณาธิการนาวิกศาสตร์ ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ 10700
- ขอรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการการประกวดบทความ 02 475 25521 และ 02 475 5520 หรือ www.rtni.org
ดาวน์โหลด : แบบฟอร์มใบสมัคร บุคคลทั่วไป นักศึกษา
ขอบคุณข้อมูลจาก นอ. ธนฤกษ์ วรชาตินักรบ
31 มี.ค.
เครือข่ายผู้ปกครอง ม. 3/1 จัดกิจกรรมทัศนศึกษา ” โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทยไปกับกองทัพเรือ “
วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการร่วมกับเครือข่ายผู้ปกครองโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จัดทำโครงการ“อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทยไปกับกองทัพเรือ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

๑. ปลูกจิตสำนึก ให้ทุกคนตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคม เกิดจิตอาสา ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม
๒. สร้างกระบวนการทำงานร่วมกันของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง องค์กร ชุมชนท้องถิ่น และกองทัพเรือ
๓. สร้างเครือข่ายโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทย เพื่อเพิ่มพื้นที่ดี ลดพื้นที่เสีย
กิจกรรมของโครงการ มีดังนี้
๑. เผยแพร่ผลงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทย ของโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ สู่โรงเรียนเครือข่าย ผู้ปกครอง องค์กร และชุมชนท้องถิ่น ทางเว็บไซต์
๒. สร้างเครือข่ายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทย กับโรงเรียนอื่นและชุมชน ด้วยการเยี่ยมพี่เยือนน้อง
๓. สำรวจพื้นที่ และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นร่วมกับกองทัพเรือ ภายใต้ชื่อโครงการ“อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมริมอ่าวไทยไปกับกองทัพเรือ” ซึ่งในกิจกรรมจะนำนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น และตัวแทนองค์กร เข้าร่วมโครงการประมาณ ๑๒๐ คน ไปศึกษาภูมิประเทศ สำรวจแหล่งเรียนรู้ สำรวจวิถีชีวิตของชุมชน สำรวจพื้นที่ สำรวจสภาพแวดล้อม และปรับสภาพแวดล้อมพื้นที่บริเวณป้อมผีเสื้อสมุทร ป้อมพระจุลจอมเกล้า และพื้นที่ริมคลองใกล้เคียงด้วยการใช้ EM – Ball
กำหนดการเดินทาง
วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555
1. เวลา 08.00 น. ผู้ปกครอง นักเรียน และแขกรับเชิญพร้อมลงเรือที่ท่าเรือด่วน ขส.ทร. บริเวณ ด้านข้างสโมสรสัญญา
บัตรโรงเรียนนายเรือ(นำรถมาจอดได้ที่บริเวณด้านหน้าสโมสรฯ)
2. เวลา 08.30 น. เรือออกเดินทางไปป้อมผีเสื้อสมุทร ( แจกอาหารเช้าบนเรือ )
3. เวลา 09.00 น. เดินทางถึงป้อมผีเสื้อสมุทร เพื่อฟังบรรยายสรุป และชมภูมิประเทศบริเวณรอบ ๆ ป้อมปืน ฯ
4. เวลา 10.00 น. ออกเดินทางไป ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ
5. เวลา 10.20 น. ถึงท่าเทียบเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ
6. เวลา 10.30 น. เดินทางด้วยรถ ขส.ทร. ไปบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ
- ฟังบรรยายสรุป การรบบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาสมัย รศ.112
- ชมอุทยานป้อมปืนเสือหมอบที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย สมัย ร.ศ.112
- ชมพิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง
- ชมอุทยานปืน
- ชมนิทัศน์การ ป่าชายเลน
7. เวลา 12.00 น. – รับประทานอาหารกลางวัน บริเวณสโมสรท้ายเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า และชมทัศปากอ่าว
8. เวลา 13.00 น. – ขึ้นรถ ขส.ทร.เดินทางไป วัดสาขลา
- ชมพระปรางค์เก่าอายุหลายร้อยปีสมัยกรุงศรีอยุธยา
- ลอดโบสถ์
- ชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง
- ชมพิพิธภัณฑ์ ของเก่าสมัยอยุธยา
- สักการะหลวงพ่อโตวัดสาขลา
- ชมสินค้า OTOP เช่นสาธิตการทำกุ้งเหยียด สาธิตการทำขนมจาก สาธิตการทำปูสต๊าฟ สาธิตการ
ลงสีปูรามเกียรติ
9. เวลา 15.00 น. -ออกเดินทางจากวัดสาขาเพื่อลงเรือกลับ
10. เวลา 16.00 น. – เรือถึงท่าเรือด่วน ขส.ทร.บริเวณด้านข้างสโมสรสัญญาบัตรโรงเรียน นายเรือ โดยสวัสดิภาพ
ชมภาพประทับใจ










2 มี.ค.
รู้จักพัฒนาการทางสมองของลูกวัยรุ่น
รู้จักพัฒนาการทางสมองของลูกวัยรุ่น
ในวงสนทนาขาเม้าท์ ประสาแม่บ้าน มักจะได้ยินเสียงบ่นจากเพื่อนๆ ผู้ปกครองลูกวัยรุ่น หลายคน รวมทั้งมีทั้ง E-mail มาหา และโทรมาปรับทุกข์ บ่อยๆ
บ้างก็บอกว่า…. ทำไมลูก ชอบไปโรงเรียนสาย กว่าจะปลุกกันได้ ก็มักจะเกิดสงครามย่อยๆ
บ้างก็บอกว่า…. ลูกดื้อมาก คบเพื่อนเกเร แต่ลูกเรียนเก่ง ก็เลยอยากย้าย ร.ร เพื่อแยกเด็กดีไหม
บ้างก็บอกว่า… ลูกโกหกในเรื่องที่ไม่ควรโกหก สนใจเรื่องเรียนน้อยลง น้อยใจแทบทุกเรื่อง…บางทีแม่ก็เริ่มงงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มที่ตรงไหน บ้างก็บอกว่า… จากลูกสาวน่ารักที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่เล็ก วันหนึ่งกลายเป็นสาวน้อยที่เราเกือบจะไม่รู้จัก แปลกใจเหมือนกันค่ะว่าเพราะเราเปลี่ยนไป หรือเค้าเปลี่ยนไปกันแน่
ทำไมลูกวัยรุ่นถึงได้มีพฤติกรรม แบบนี้ ลองมาหาสาเหตุด้วยกัน
พัฒนาการทางสมองของลูกวัยรุ่นมีอะไรบ้าง
ระยะ 12-14 ขวบ (ป.6-ม.2) ทดลองสรุปว่าอะไรควรจะเป็นไปได้
* คิดถึงผลกระทบที่จะตามหนทาง ที่ได้เลือกไว้ในระยะสั้น และระยะยาว
* สามารถมีความคิดริเริ่มโดยปราศจากความชื่นชอบของผู้อื่น
* กำหนดมาตรฐานภายนอก เพื่อให้เกิดความยุติธรรม เช่น มาตรฐานทางกฎหมาย กฎระเบียบของโรงเรียน นำมาใช้ในการประเมินความต้องการ และแก้ไขปัญหา
* ต้องตระหนักถึงประสิทธิภาพของข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาที่จะต้องยุติธรรม เป็นจริงได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้
* ระยะ 15-18 ขวบ (ม.4-ม.6) สามารถใช้ขบวนการแก้ไขปัญหา เมื่ออยู่ในบทสนทนา ที่มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น
* สามารถเลือกใช้ข้อตกลงใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับตนเองและผู้อื่น
* สามารถหาหนทางปรับปรุงข้อตกลงที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
* สามารถประมวลความตั้งใจ และความสามารถของตนเอง และผู้อื่น ไปสู่การวางแนวการปฏิบัติได้อย่างดี
* สามารถทำปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการทำข้อตกลงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
* สามารถกำหนดมาตรฐานความยุติธรรมจากภายนอกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
* ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างซื่อสัตย์ และสนับสนุนให้ผู้อื่นทำตามด้วย
การสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
* ระยะแรกเกิดถึง 8 ขวบ สามารถร่วมแก้ไขปัญหากับเพื่อนๆ ได้ง่ายๆ และคาดคะเนได้ว่า จะมีผลกระทบอะไรบ้างที่เกิดขึ้น และในที่สุด ก็สามารถเลือกวิธีการแก้ไขได้
* สามารถเข้าร่วมการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้ โดยมีเด็กที่มีอายุมากกว่า หรือผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา
* ระยะ 9-11 ขวบ สามารถมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้โดยไม่มีที่ปรึกษา
* ระยะ 12-14 ปี สามารถร่วมสร้างโครงการใหม่ๆ กับเพื่อนหรือผู้ใหญ่ได้
* สามารถเข้าร่วมขบวนการฝึกฝนให้หัดคิดริเริ่มโครงการใหม่ๆ กับเพื่อนที่มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง
* สามารถเข้าใจว่าปฏิสัมพันธ์ กับของทุกๆ สิ่งอาจจะก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นได้
* สามารถสอนนักเรียนรุ่นน้อง ให้หัดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้
* ระยะ 15-18 ปี สามารถมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ได้กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคย
* สามารถสอนเพื่อน หรือผู้สูงอายุกว่า ให้มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ได้
* มีความคิดใหม่
ในด้านการตัดสินปัญหา
* วัยเด็กถึง 8 ขวบ สามารถเข้าร่วมอภิปรายในการตัดสินใจได้ โดยมีครู หรือผู้สูงอายุกว่าให้คำแนะนำ
* ระยะ 9-11 ขวบ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหากับเพื่อนในห้องเรียนที่มีความขัดแย้งกัน
* ระยะ 12-14 ปี สามารถช่วยจัดการหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของนักเรียนรุ่นน้อง
* ระยะ 15-18 ปี สามารถจัดการหามติข้อสรุป ในการแก้ไขปัญหากับกลุ่มชนต่างๆ
* สามารถช่วยเหลือในการหามติข้อสรุปของที่ประชุม ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งได้
เจาะลึกสมองวัยรุ่น
ทำไมวัยรุ่นจึงนอนเก่ง ชอบเสี่ยงภัย และไม่ฟังเหตุผล
โดย นอรา อันเดอร์วูด
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสมองยังมีพัฒนาการที่สำคัญตลอดเวลากระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นหรืออายุประมาณ 25 ปี ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์เห็นภาพการทำงานของสมองโดยอาศัยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็ม อาร์ไอและพบข้อมูลใหม่ที่ยืนยันข้อสงสัยของผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นทั้งหลายที่ว่าวัยรุ่นแตกต่างจากผู้ใหญ่ราวกับเป็น
มนุษย์คนละสายพันธุ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กอายุหกขวบสมองจะมีขนาดเท่ากับร้อยละ 90 ถึง 95 ของสมองผู้ใหญ่ แต่สมองยังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอีก 15 ปีเป็นอย่างน้อย ทั้งส่วนสีเทาและส่วนสีขาว
สมองส่วนสีขาวประกอบด้วยเส้นใยประสาทจำนวนมากซึ่งทำหน้าที่สื่อสารและส่ง สัญญาณระหว่างเซลล์สมอง
สมองส่วนสีขาวเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอดและพัฒนาเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่น
ขณะสมองส่วนสีเทาซึ่งประกอบด้วยเซลล์สมองจำนวนมากมีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและคิดวิเคราะห์จะเริ่มพัฒนา
อย่างรวดเร็วในวัยเด็กและพัฒนาช้าลงในช่วงวัย รุ่นโดยสมองกลีบหน้าและกลีบขมับมีพัฒนาการเต็มที่ช้าที่สุด
ประเด็นสำคัญของเราคือสมองกลีบหน้าหรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องคือสมองกลีบหน้าสุดซึ่งทำหน้าที่เหมือนนักบริหาร เช่น วางแผน จัดระบบตัดสินใจ คอยยับยั้งชั่งใจ และการมีเหตุผล เป็นส่วนที่จะทำหน้าที่เตือนวัยรุ่นอายุ 16 ปี
ไม่ให้ทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายเช่น กระโจนลงน้ำจากหน้าผาสูงสิบเมตรโดยไม่ทราบสภาพใต้น้ำ
ตัวอย่างเช่น เมื่อพ่อคนหนึ่งเอ่ยชมเสื้อผ้าชุดใหม่ของลูกสาววัย 13 เธอกลับหงุดหงิดและหันมาจ้องหน้าเขา
พร้อมกับโต้ตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า พ่อหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่พบกับสถานการณ์เช่นนี้คงได้แต่ งง และไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ที่แปรปรวนของวัยรุ่น
การนอนหลับของวัยรุ่นเป็นอีกเรื่องที่กวนใจผู้ปกครอง จากเด็กที่เคยตื่นนอนแต่เช้าตรู่ทุกวัน
เมื่ออายุย่างเข้า 13 หรือ 14 ปี กลับกลายเป็นเด็กตื่นสายและนอนดึก
ศาตราจารย์รัสเซลล์ ฟอสเทอร์ ประธานผู้เชี่ยวชาญประสาทวิทยา (สาขานาฬิกาเวลา) และคณะ แห่งวิทยาลัยบราสโนส มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อังกฤษ ทำการศึกษาพบว่า นักศึกษา ทำงานได้ดีกว่าในช่วงบ่าย สาเหตุเนื่องจากนาฬิกาเวลา (circadian rhythm) ของวัยรุ่นทำงานช้ากว่าผู้ใหญ่ 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมนหลั่งช้ากว่าผู้ใหญ่ 2 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมวัยรุ่นจึงนอนดึก ตื่นสายกว่าผู้ใหญ่ และนอนนานกว่าผู้ใหญ่ด้วย (วัยรุ่นต้องการนอนคืนละ 8-9 ชั่วโมง) บางคนอาจคิดว่านี่คือพฤติกรรมถดถอยของวัยรุ่น ที่จริงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา
นาฬิกาชีวภาพในสมองวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทำให้พวกเขาไม่อยากเข้านอนก่อน 24.00 น. หรือ 1.00 น.
ผู้ปกครองสามารถช่วยพวกเขาได้โดยปรับลดกิจกรรมหลังช่วงเย็นเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้านอนย้ายโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ออกจากห้องนอนเก็บกวาดเครื่องดื่มกาเฟอีนในตู้เย็น และอนุญาตให้นอนชดเชยช่วงสุดสัปดาห์
วัยรุ่นเป็นช่วงวัยซึ่งเต็มไปด้วยพัฒนาการที่สับสนวุ่นวาย พฤติกรรมไม่ถูกสุขลักษณะบางอย่างจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้
ง่าย บางพฤติกรรมอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ผู้เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่วัยรุ่นมักเลิกยากกว่า
ผู้ที่เริ่มสูบเมื่ออายุเกิน 20 ปี นายแพทย์เจย์ กิดด์ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็กสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติในสหรัฐฯ กล่าวว่า“วัยรุ่นเปรียบเหมือนรูปหล่อที่ปูนยังไม่แห้งพฤติกรรมที่ปล่อยทิ้งไว้จนอายุเกิน 18หรือ 19 ปีมักติดตัวไปถึงวัยผู้ใหญ่”
วัยรุ่นมักไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งผู้ปกครองและดูเหมือนจะชอบทำตามความคึกคะนองส่วนตัว
พฤติกรรมเช่นนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาและเสริมสร้างความเป็นตัวเอง ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก
และพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงวัยรุ่น
เมื่อสมองกลีบหน้าของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่เต็มที่ การโหยหาประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา
จึงเป็นไปอย่างไม่รอบคอบ ขาดการมองการณ์ไกลจึงอาจกล่าวได้ว่าธรรมชาติของวัยรุ่นนั้นไม่ค่อยใส่ใจ
หรือคิดทบทวนถึงผลของการกระทำที่อาจเกิดตามมา
การเรียนรู้ของสมองมนุษย์
หมอกิดด์กล่าวว่า “วัยรุ่นเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าสิ่งที่เราพูด” แม้ลูกวัยรุ่นของคุณจะมีพฤติกรรมตะคอกใส่ผู้อื่น
กระแทกประตู เปิดเพลงเสียงดัง ฝ่าฝืนคำสั่งหรือทำตัวไม่น่ารัก
ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพัฒนาการของสมองวัยรุ่นล้วนยืนยันว่า ความอดทน ความเข้าใจ และคำแนะนำจากผู้ปกครองคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นผู้ปกครองพึงระลึกไว้เสมอว่าสมองของวัยรุ่นไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ดี โดยเฉพาะการพิจารณาปัญหาในมิติเชิงสังคม การเมือง และจริยธรรม วัยรุ่นจำเป็นต้องรับคำตักเตือน
อยู่เสมอเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตรายตลอดจนผลพวงที่อาจเกิดตามมา ท้ายที่สุดผู้ปกครองไม่ควรลืมว่า
การพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่จำเป็นต้องมีอิสรภาพความรับผิดชอบ และความเป็นตัวเองในระดับที่เหมาะสม
การที่ผู้ปกครองหลายๆท่าน มีความกังวลใจ รู้สึกผิดกับตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไปในการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น เมื่อได้รับรู้และเข้าใจในสาเหตุที่วัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม และอารมณ์ อย่างรวดเร็ว คงจะมีความสบายใจมากขึ้น และมีความพร้อมที่จะรับมือกับลูกวัยรุ่นต่อไป และเป็นจิตอาสาให้คำแนำ แลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้ปกครองท่านอื่นๆในการดูแลลูกวัยรุ่น
ข้อมูลจาก http://yodnapa.bloggoo.com/archives/6135
ข้อมูลจาก http://www.chalad.com/
ขีดๆ เขียนๆ โดย เทียนหอม
2 มี.ค.
บทบาทของพ่อแม่ ในการปรับพฤติกรรม และการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กวัยรุ่น
บทบาทของพ่อแม่ ในการปรับพฤติกรรม และการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กวัยรุ่น
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง ซึ่งแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์ ใช้ยาเสพติด ทำผิดกฎหมาย ปัญหาพฤติกรรมบางอย่างมักเกิดขึ้นมานาน จนทำให้การแก้ไขมักทำได้ยาก การป้องกันปัญหาจึงมีความจำเป็น และสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การป้องกันดังกล่าว ควรเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งแต่เด็ก เด็กที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพดี จะมีภูมิต้านทานโรคทางจิตเวชต่างๆ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้อย่างมากเช่นกัน
สุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างไร
คนที่มีสุขภาพจิตดี จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพที่มี ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ไม่เกิดอาการทางจิตเวช หรือโรคทางจิตเวชได้ง่าย ถึงแม้ชีวิตจะเผชิญปัญหามาก ก็สามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
คนที่สุขภาพจิตไม่ดี มักมีปัญหาในการปรับตัว มีอาการทางจิตเวช เช่น ความเครียด ซึมเศร้า แม้ว่าจะเจอปัญหาเล็กๆ ก็ปรับตัวได้ลำบาก มีปัญหาพฤติกรรมได้บ่อย มักเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชได้ง่าย และฟื้นตัวไม่ได้ดี
สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น คือ
1 สร้างความสำพันธ์ที่ดี กับเด็ก มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ และยาวนานพอ
- พ่อแม่ควรรู้เขา รู้เรา เข้าใจความคิดความรู้สึกของลูก คาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า ลูกน่าจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร น่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา รู้จุดเด่น จุดอ่อน ของลูก
- รับฟังได้มากขึ้น เกิดการยอมรับกัน ประนีประนอมกัน
- สร้างขอบเขตที่เหมาะสมได้ง่าย เคารพในกติกาที่ช่วยกันสร้าง
- ส่งเสริม ชี้แนะ แนะนำ ตักเตือน
- ยืนยันในเรื่องที่ “วิกฤต” เท่าที่จำเป็น ไม่ควรมีมากนัก
2. ให้รางวัลในพฤติกรรมที่ดี พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก การให้รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ หรือเงิน อาจให้คำชม การชื่นชม ก็เพียงพอสำหรับเด็ก
3. เอาจริงกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ ถ้ามีการละเมิดข้อตกลง ต้องมีวิธีการเตือนที่ได้ผล พ่อแม่ควรทบทวนดูเสมอว่า วิธีการเตือนแบบใดที่ไม่ได้ผลก็ควรเลิกใช้ การเตือนที่ได้ผลมักจะเกิดจากการตกลงกันไว้ล่วงหน้า และเมื่อเตือนแล้วกำกับให้เกิดผลอย่างจริงจัง ทันที เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงกับสิ่งที่พูด และตกลงกันล่วงหน้า เมื่อมีการตกลงกันในเรื่องใดๆอีก เด็กก็จะตั้งใจทำตาม
4 เปิดโอกาสให้ได้รับการชื่นชม สร้างกิจกรรมที่เด็กจะได้แสดงออกอย่างภาคภูมิใจตนเอง ตามความชอบความถนัด
5 หาพฤติกรรมทดแทน มาแทนที่พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
6 พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี มีระเบียบวินัย จัดการกับชีวิตอย่างเหมาะสม มีการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง
7 ส่งเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม สังเกตจุดอ่อน และสร้างทักษะใหม่ที่จะเอาชนะจุดอ่อนเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่งเสริมจุดเด่นให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เอาตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง
8 ช่วยให้เด็กหาเอกลักษณ์ของตนเองได้ สังเกตจาก ความชอบ ความถนัด ผลการเรียน กิจกรรม ที่ชอบ และทำได้ด้วยตัวเอง ความพอใจ แนวคิด ความเชื่อ กลุ่มเพื่อน วิชาชีพที่อยากเรียน อาชีพที่ต้องการ รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศ สนับสนุนให้เป็นไปตามเอกลักษณ์ แต่ให้ได้การเรียนรู้ในพัฒนาการด้านอื่นๆด้วย
9 สนับสนุนกลุ่มเพื่อนที่ดี ช่วยแก้ไขกลุ่มที่มีความเสี่ยง รักลูก ให้รักเพื่อนของลูกด้วย เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากกันเอง ภายใต้การดูแล “เงียบๆ” หัดให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เพื่อนให้เป็น
10 ฝึกให้เด็กรู้จักการจัดการกับความเสี่ยง วิเคราะห์ความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง โอกาสอันตราย คิดล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ในด้านลบ หาสาเหตุของความเสี่ยง และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ในแง่มุมต่างๆ อย่างถี่ถ้วน หาวิธีป้องกันความเสี่ยง การลดความเสี่ยงด้วยวิธีการต่างๆ หรือการแก้ไขปัญหา ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น มีช่องทางออก ทางหนีทีไล่อย่างไร วิเคราะห์โอกาสต่างๆ ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก
วิธีการปรับพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล
- การพูดย้ำซ้ำๆ แล้วเด็กไม่ได้ปฏิบัติ - การบ่นมากๆ
- การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ - การข่มขู่(แล้วไม่ได้ทำตามนั้น)
- การปรามาส ดูถูกให้ได้อายโดยหวังว่าจะฮึดสู้ มีมานะ และแก้ไขตนเองได้
- การลงโทษรุนแรง ด้วยกำลังเช่นการตี ตบ เตะต่อย ผลักไส หรือด้วยวาจา เช่น ด่าว่า เปรียบเทียบเป็นสัตว์ที่ด้อยปัญญา ด่ากระทบไปถึงคนอื่น เช่น พ่อมันไม่ดี แม่มันไม่สั่งสอน เชื้อสายมันเลว
- ตัดความสำพันธ์ ไม่พูดด้วย ไม่สนใจ ไม่ดูแล ไม่ส่งเสริม โดยหวังว่าจะสำนึกและมาขอโทษ
วิธีการปรับพฤติกรรมที่น่าจะทำ
- เอาจริงทันที โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นสร้างกติกากันใหม่ๆ ต้องคอยสังเกต ติดตาม ถ้าทำได้อย่าลืมชื่นชม ถ้าทำไม่ได้ ควรมองในแง่ดีว่า เขาอาจลืม ยังไม่สม่ำเสมอจนจะทำได้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งจะต้องทำซ้ำๆต่อเนื่องกันนั้นนานพอ (ประมาณ 3 สัปดาห์) ในเด็กสมาธิสั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้ และในกรณีที่เป็นการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเก่าที่ทำติดตัวมานานแล้ว อาจต้องใช้เวลามากขึ้น
- หยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาทันที
- ทบทวนว่าเคยมีการพูดคุยกันล่วงหน้าก่อนหรือไม่ เช่น ถ้าเล่นเกมเลยเวลาที่ตกลงกันไว้ จะมีการจัดการอย่างไร ถ้ามีอยู่แล้ว ให้จัดการตามนั้นอย่างจริงจัง แต่นุ่มนวล เน้นเรื่องของการตกลง ทำอย่างไรได้ผลอย่างนั้น ถ้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก ควรทำอย่างไร คาดหวังว่า ครั้งต่อไปเขาจะควบคุมตัวเองได้
- รับฟังความคิดเห็น คำโวยวายได้สั้นๆ จับประเด็นที่ไม่พอใจ สะท้อนความคิด ความรู้สึกของเขาสั้นๆ
- ไม่มีการต่อรอง เจรจา ผัดผ่อน การดำเนินการควรทำทันที และเป็นไปให้สอดคล้องกับการตกลงกันไว้ล่วงหน้า
- ถ้าไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า ให้ใช้ กฎมาตรฐาน เช่น ไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดตนเอง ไม่ทำให้ของเสียหาย หรือฟุ่มเฟือยเกินเหตุ และตั้งเป็นกติกามาตรฐานไว้เลย เด็กจะต้องการหลักยึดที่ชัดเจน และบางครั้งอาจต้องลงรายละเอียดให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น-อย่านอนดึก ควรเปลี่ยนเป็น เวลานอนที่กำหนด คือ สี่ทุ่ม
-ต้องอ่านหนังสือเรียน ควรเปลี่ยนเป็น เวลาอ่านหนังสือ คือ สามทุ่ม ถึงสี่ทุ่ม
มีการกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติในระยะแรกให้ชัดเจน เช่น กฎข้อนี้เราจะทดลองทำร่วมกันประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะมีการมาทบทวนกันใหม่ เป็นการเปิดช่องทางให้มีการเจรจา เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยพ่อแม่ไม่เสียหน้า และปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างให้ทำได้ง่ายขึ้น เปิดช่องให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่รู้สึกเป็นการบังคับกันเกินไป และได้การเรียนรู้ว่า เมื่อตกลงกันแล้ว ต้องทำ ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังมีโอกาสทำได้อยู่ แต่ต้องมาตกลงกันก่อน เป็นการเปิดช่องทางการ “เจรจา” เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมแล้วจะมีแรงจูงใจให้เขาทำตามนั้นมากขึ้น การให้เด็กสร้างกติกากับตนเอง เป็นการฝึกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง แต่มีระเบียบวินัยจากภายใน ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเขาต่อไป พ่อแม่จะเหนื่อยน้อยลงที่จะไม่ต้องไปสร้างระเบียบวินัยจากภายนอก
เมื่อมีการลงโทษ ควรสรุปสั้นๆก่อนการลงโทษ ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมีการลงโทษ ชื่นชมเด็กที่รู้จักสำนึกได้ หรือเปิดเผยไม่โกหกปิดบัง ชวนให้เด็กคิดว่า ถ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ควรจะทำอย่างไร จะป้องกันได้อย่างไร และคาดหวังในทางที่ดีว่า เขาน่าจะทำได้ เราจะคอยดู และชื่นชมเขาในโอกาสต่อไป
ถ้าเด็กไม่คิดไม่เรียนรู้ ไม่สำนึกในระยะแรก ให้คุยใหม่หลังจากพ้นโทษทันที หรือในระยะเวลาต่อมาที่ไม่นานเกินไป ชวนคุยให้เด็กทบทวนตนเองว่า เกิดอะไรขึ้น รู้สึกอย่างไร อยากป้องกันไม่ให้เกิดอีกอย่างไรดี กระตุ้นให้คิด และชมความคิดที่ดีของเขา เป็นการฝึกให้เด็กคิด “ทบทวนตนเอง” และวางแผนเกี่ยวกับตนเอง ที่สำคัญคือ นำมาใช้กับชีวิตตนเองได้มากขึ้น โดยไม่ต้องให้มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่คอยบอกคอยเตือน คอยบังคับให้ทำโน่นทำนี่อีกต่อไป
sweet family ครอบครัวเป็นส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ร่วมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยกันทุกวัน จากหน่วยเล็กๆในสังคม สามารถสร้างพลังเข้มแข็งเป็นฐานที่มั่นคงให้กับสังคม
ที่มาข้อมูล : นพ. พนม เกตุมาน สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ขีดๆ เขียนๆ โดย เทียนหอม
17 ม.ค.
วิธีเอาตัวรอดของบัณฑิต ยุคประชากร 7 พันล้านคน
วิธีเอาตัวรอดของบัณฑิต ยุคประชากร 7 พันล้านคน
เรื่องจาก : อ.วิริยะ
credit:http://campus.sanook.com/944524/วิธีเอาตัวรอดของบัณฑิต-ยุคประชากร-7-พันล้านคน/
7,000 ล้านคนแล้วครับ
ประชากรในโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรามีเพื่อนร่วมโลกใบนี้ ครบ 7,000 ล้านคนเมื่อเดือนที่ผ่านมา
เมื่อ เช้านี้ เพื่อนโทร. มาปรึกษา บอกว่าลูกสาวเรียนแผนกศิลป์อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดม เป็นเด็กที่เก่งมากเกรดเฉลี่ย 3.8 แต่ไม่รู้จะไปเรียนต่อคณะอะไรดี เพื่อนลูกส่วนมากก็มุ่งหวังไปแย่งที่นั่งในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แต่ตัวลูกก็ไม่รู้ว่าจะดีไหม ส่วนแม่แนะนำให้สอบเข้านิติศาสตร์ สำหรับเพื่อนผมก็ยังไม่หายขัดใจที่พยายามให้ลูกเรียนสายวิทย์ แต่ลูกไม่สนใจ นี่แหละครับปัญหาใหญ่ของการศึกษาในบ้านเมืองเรา รู้ทุกเรื่อง เก่งทุกวิชา แต่ไม่รู้จักตัวเอง สมัยก่อนมันไม่มีปัญหาอะไรมากหรอกครับ เรียนๆ ท่องๆ ติวหนักๆ เกรดดีๆ สอบเข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ได้ จบมาก็มีงานทำ มีทุนให้เรียนต่อ
แต่ในวันนี้
วันที่ประชากรโลกมี 7,000 ล้านคน เรื่องราวมันเปลี่ยนไปมากครับ
ทุก วันนี้คนไทยเราเรียนจบปริญญาตรีกันปีละประมาณ 5 แสนคน เรื่องที่จะหวังไปทำงานราชการนั้น มันยากจริงๆ เพราะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เขารับบรรจุข้าราชการปีละ 5,000 คน
บัณฑิตเราจำนวนมากต้องไปหางานเอกชนทำ บัณฑิตส่วนหนึ่งจบมาแล้วไม่รู้จะทำอะไร ก็เรียนต่อปริญญาโทเพื่อชะลอการตกงาน คนได้ทำงานจำนวนมากอาจจะไปทำงานที่ไม่ตรงกับที่เรียนมาเลย และอีกมากที่ทำงานอะไรก็ได้ขอให้มีเงินเดือน แต่ก็ยังไม่น่าห่วงเพราะยังดีที่มีงานทำ เพราะมีอีกหลายแสนคนที่ตกงาน
การ ศึกษาของเรานั้นลอกเรียนแบบจากประเทศทางตะวันตก ทุกวันนี้ลูกพี่ใหญ่ของเรา คืออเมริกา มีปัญหามากมายจากการว่างงานครับ ในสหรัฐอเมริกา มีบัณฑิตตกงานมากมายเพราะค่าจ้างเงินเดือนสูงมาก เมื่อโลกของการเชื่อมโยงข้อมูลเติบโต เทคโนโลยีสื่อสารอย่างทั่วถึงเช่นในปัจจุบัน ทำให้บริษัทต่างๆ ในอเมริกาที่ต้องการจะอยู่รอดและทำกำไร จึงหันไปใช้บริการของบัณฑิตในอินเดีย ซึ่งค่าจ้าง เงินเดือนถูกมาก วิศวกรอินเดีย จบปริญญาเอก โท ตรี มีมากมาย คุณภาพใช้ได้ ภาษาอังกฤษดี ค่าตัวถูกกว่าจ้างคนอเมริกันอย่างน้อยก็ 4 เท่าครับ
งานต่างๆที่ สามารถจะส่งต่อไปทำที่อินเดียได้ จึงถูกส่งไปยัง บังกาลอร์ แหล่งบัณฑิตค่าจ้างถูกที่ประเทศอินเดีย ทุกวันนี้ งานออกแบบวิศวกรรม งานวิจัยทางเคมี ชีววิทยา งานทำบัญชี งานวิเคราะห์ระบบต่างๆ ของบริษัทอเมริกัน ต่างถูกส่งออกไปยังอินเดีย แมักระทั่งพนักงานรับโทรศัพท์ในโรงแรมที่อเมริกา ยังรับโทรศัพท์ พูดคุยและให้บริการลูกค้าอยู่ที่บังกาลอร์
คนอเมริกันที่เคยทำงาน ง่ายๆ เงินเดือนสูงๆ ต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ส่วนผู้ที่จบมาใหม่ โอกาสหางานก็ยากขึ้นทุกวันครับ แม้กระทั่งประเทศอังกฤษ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษก็ยังออกมารายงานว่า ตอนนี้ คนอังกฤษตกงานจำนวนมากมีจำนวนผู้ไม่มีงานทำมากถึง 2.62 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี
บัณฑิตตกงานมากมายในบ้านเราก็มี มากอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีการกระตุ้นสังคมให้ตื่นตัวเรื่องประชาคมอาเซียน ก็ยิ่งสร้างความกังวลให้นิสิตนักศึกษาจำนวนกว่า 2 ล้านคนในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้ ได้รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีในกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งตอนนี้ตกลงไปแล้ว 7 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี ส่วนสาขาอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและแน่นอนว่าจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ วิศวกรไทยเงินเดือน 20,000 บาท แต่ถ้าคุณภาพสู้วิศวกรจากเวียดนามเงินเดือน 15,000 บาทไม่ได้ อีกหน่อยวิศวกรเวียดนามก็อาจเข้ามาทำงานแทน
การ กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำของประเทศก็ไม่ได้เป็นความมั่นคงอีกต่อไป เพราะไม่มีเจ้าของกิจการที่ไหนยอมขาดทุน หรือเสียเปรียบ เขาก็ต้องจ้างแรงงานที่ราคาถูกกว่าถ้าคุณภาพไม่ต่างกัน ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ถ้าวันนี้เป็นนักเรียนอยู่มัธยม หรือเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แล้วจะทำอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไร จึงจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาพวิ่งหางาน
คำตอบก็คือ ถ้าเราไม่ได้เรียนจบในสาขาต่อไปนี้
1. แพทยศาสตร์
2.เภสัชศาสตร์
3. พยาบาล
4. เทคนิคการแพทย์
5.ทันตแพทย์
6 ทหาร ตำรวจ (จปร.)
โอกาสจะได้งานนับว่ายากมาก ดังนั้น แทนที่จะรอให้ปัญหามาถึง เราก็ป้องกันล่วงหน้า ด้วยการเตรียมพร้อม
คำ แนะนำของผมก็คือ เราต้องตั้งเป้าหมายใหม่ แทนที่จะใช้แนวคิดค่านิยมเดิมๆ คือเรียนจบเพื่อให้ได้ปริญญา แล้วจะนำปริญญาไปสมัครเข้าทำงาน เราก็คิดเสียใหม่ว่าเราเรียนจบเพื่อทำงานได้ จะทำอย่างไร ให้ทำงานได้ นี่แหละครับคือสิ่งที่พวกเราต้องเตรียมตัว หลักการง่ายๆ ที่ใช้เพื่อเตรียมตัว เป็นผู้ ทำงานได้
1.ต้องมีวิชาชีพ
คน ที่มีพ่อแม่ทำกิจการ ก็ต้องเริ่มไปช่วยกิจการเลย จะเป็นร้านเล็กๆ บริษัทใหญ่ๆ ก็แบ่งเวลาไปฝึกทำงาน พอเรียนจบมาก็ทำกิจการได้ มีงานทำทันที
ถ้า พ่อแม่ไม่ได้มีกิจการ ก็ให้ไปเรียนวิชาชีพ คือเรียนวิชาที่ประกอบอาชีพได้เลยด้วยตนเอง เช่น ทำขนม เสริมสวย ซ่อมคอมพิวเตอร์ ฝึกเล่นกีฬาเป็นอาชีพ ร้องเพลง เล่นดนตรี แสดงมายากล ถ่ายภาพ ตัดต่อหนัง ฯลฯ คือฝึกเป็นผู้ประกอบการ เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดเก่าๆ ที่ดูถูกคนทำงาน การทำงานเป็นสิ่งที่มีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งชำนาญ เพราะนอกจากจะสร้างงานด้วยตัวเองแล้ว ในอนาคตเมื่อกิจการเติบโตขึ้น เราอาจจะรับคนเข้ามาทำงานได้อีกด้วย
แนวคิดลักษณะนี้ได้แพร่หลายมาก ในสิงคโปร์ เขาพยายามสร้างผู้ประกอบการ โดยให้นักศึกษาได้เป็นผู้ประกอบการ ทำกิจการจริง เปิดแผง ขายของ รับออกแบบ พัฒนาสินค้าต่างๆ ออกขาย โดยรัฐบาลสนับสนุน ในเรื่องทุนและสถานที่ ซึ่งจะทำให้บรรดานักศึกษาเหล่านี้มีประสบการณ์และรู้จักการทำมาหากิน และหลายคนก็ทำเงินมีทุนดำเนินกิจการต่อ ก่อนที่จะเรียนจบ
2 ต้องฝึกวิชา ใช่
ผมมีหลักง่ายๆ มาให้ครับ เคล็ดไม่ลับในการฝึก วิชา ใช่ คือ สอง ร และสอง อ
ร เรียนรู้
ต้อง เป็นผู้เรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง ความรู้ต่างๆ ทุกวันนี้เกิดขึ้นมามากมาย คนที่พร้อมจะทำงาน ต้องมีนิสัยอยากรู้ และเรียนรู้ตลอดเวลา เราต้องดู และเรียนรู้ตนเอง จุดอ่อนที่ต้องพัฒนา เพื่อก้าวสู่เป้าหมายของเรา ทุกคนสำเร็จได้ ในวิถีของตนเองครับ คนที่ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้ตนเอง เรียนตามคนบอก เรียนตามกระแสไปเรื่อยๆ ยากที่จะสำเร็จครับ
ร รับผิดชอบ
ฝึก เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะไม่ว่างานใดๆ ถ้าขาดความรับผิดชอบ ถึงจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครต้องการให้มาอยู่ร่วมทีม ความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการทำงานครับ
อ อดทน
เจ้า ของกิจการมากมายมักบ่นให้ฟังว่า เด็กสมัยนี้ใจร้อน รอไม่ได้ ไม่อดทน ชอบทำงานเบาๆ แต่อยากได้เงินเดือนสูงๆ ชอบวันหยุดมากๆ เมื่อได้รับมอบหมายงานแล้วก็ไม่ต้องใจไม่อดทนไม่ทุ่มเท นั่นคือสิ่งที่เราต้องปรับปรุงฝึกฝน ต้องอดทนเพื่อความสำเร็จครับ คนที่เขาเป็นหัวหน้าดูเหมือนทำงานสบายเงินเดือนสูง ส่วนมากเขาก็ได้มาเพราะความอดทนนี่แหละครับ
อ อดกลั้น
ต้อง ฝึกอดกลั้นต่อความชั่วและสิ่งที่จะสร้างความวุ่นวายให้ชีวิต ลองถามตัวเองดูว่า เราโกรธง่ายเกินไปไหม อะไรก็ไม่พอใจ อะไรไม่เป็นอย่างที่หวัง เราก็โกรธ ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่ไม่เคยฝึกจิตใจ ไม่อดกลั้น อารมณ์โกรธวูบเดียวก็อาจนำหายนะมาให้เราได้ คนจำนวนไม่น้อยที่ โดนหลอก โดนต้มเพราะความโลภ เราโลภเกินไปไหม อะไรก็อยากได้ หลายคนอยากได้ จนต้องโกง คนมากมายพังก็เพราะความโลภนี่แหละครับ
เริ่มต้นสร้างคุณค่าในตัวเองกันเถอะครับ แล้วเราจะอยู่ในโลก 7,000 ล้านคนนี้อย่างมีความสุขและไม่ตกงาน
เรื่องจาก : อ.วิริยะ
credit:http://campus.sanook.com/944524/วิธีเอาตัวรอดของบัณฑิต-ยุคประชากร-7-พันล้านคน/
15 ม.ค.
โรงเรียนสตรีสมุทรปราการและเครือข่ายผู้ปกครองร่วมจัดงานวันเด็กให้โรงเรียนวัดสง่างาม
โรงเรียนสตรีสมุทรปราการและเครือข่ายผู้ปกครองร่วมจัดงานวันเด็กให้โรงเรียนวัดสง่างาม
ต. บางพลี อ. บางไทร จ. พระนครศรีอยุธยา
นำโดย อาจารย์มัลลิกา เอียกพงศ์ รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน คณะครู
คณะนักเรียน และคณะเครือข่ายผู้ปกครองโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ





ตระเตรียมสัมภาระ ต่างๆ







กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

เตรียมจัดฐานเกมส์ ต่างๆ



ฐานงานประดิษฐ์

ทำที่คาดผม

พี่ๆ เตรียมซ้อมเพลงที่จะร้องให้น้องๆฟัง





น้องๆเตรียมพร้อมเล่นเกมส์ และรับของรางวัล



พี่ๆ แนะนำตัวเองให้น้องๆ รู้จัก





อ.มัลลิกา มอบของขวัญให้ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสง่างาม











เล่นเก้าอี้ดนตรี









ที่คาดผม หนึ่งเดียวในโลก





ฐานกลางแจ้ง วิ่งกินวิบาก





รับของรางวัลจากหน่วยงานเอกชนที่มาร่วมแจกของขวัญในวันปีใหม่ และเลี้ยงอาหารกลางวัน









พี่ๆ สตรีสมุทรปราการ ช่วยเสริฟ อาหารให้น้องๆ




ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสง่างาม มอบประกาศนียบัตรขอบคุณโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และหน่วยงานเอกชนที่มามอบของขวัญให้กับนักเรียน






ช่วยแต่งหน้าให้กับน้องๆ ที่เตรียมตัวขึ้นเวทีการแสดง

ช่วยลงรูปกิจกรรมให้กับทางโรงเรียนวัดสง่างาม



ทัศนศึกษา ณ พระราชวังบางประอิน และวัดนิเวศธรรมประวัติ









ขึ้นกระเช้าไปวัดนิเวศธรรมประวัตร



11 ม.ค.
บทสนทนาดีๆ เรื่อง เด็ก? อนาคตของชาติ
เด็ก? อนาคตของชาติ

รายการคนเคาะข่าว ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ดำเนินรายการโดย จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ร่วมพูดคุยกับ สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Mother&Care และ
แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมวิจัยไทยเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว คุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองของเด็ก
คลิ๊กตามลิงค์นี้ค่ะ
4 ม.ค.
กิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ นักเรียน ม.3

วันที่ 4 มกราคม 2555 ผู้อำนวยการ อารีย์ ธงชัยภูมิ เป็นประธานเปิดงาน กิจกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพ นักเรียน ระดับชั้น ม.3 ซึ่งทางเครือข่ายได้จัดร่วมจัดกิจกรรมกับฝ่ายบริหารงานวิชาการโรงเรียน ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มีกิจกรรม ดังนี้
ช่วงแรก เป็นการบรรยายเรื่องการศึกษาต่อสายสามัญในโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โดยกลุ่มบริหารงานวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ / กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ จีน เยอรมัน ฝรั่งเศส /กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย / กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ
ช่วงที่สอง เป็นการชมนิทรรศการสถาบันการศึกษาด้านอาชีพ ได้แก่ โรงเรียนนายเรือ /วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ/โรงเรียนศรีวิกรม์บริหารธุรกิจ/โรงเรียนไทย-ไต้หวันเทคโนโลยี/วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจ/โรงเรียนกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย/โรงเรียนสยามบริหารธุรกิจในพระอุปถัมภ์/โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์/วิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์/โรงเรียนเทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเทพฯ/โรงเรียนสหพาณิชย์บริหารธุรกิจ/วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์
การจัดกิจกรรมนักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน ตอบคำถาม ลุ้นรับของรางวัลมากมาย ชมภาพตามนี้ค่ะ









การแสดงอูคูเลเล่ ของนักเรียนระดับชั้น ม.3

เล่นเกม ตอบคำถาม

รับของรางวัล










































